Breaking News
Home / Hilignt / เรื่องภาษีที่แม่ค้าออนไลน์ต้องรู้

เรื่องภาษีที่แม่ค้าออนไลน์ต้องรู้

นับวันธุรกรรม e-commerce ยิ่งเติบโตขึ้นเรื่อยๆ เมื่อลูกค้ากล้าจับจ่ายผ่านช่องทางออนไลน์ เพราะความสะดวก ง่าย และช่องทางการชำระค่าสินค้า ซึ่งล่าสุดมีพัฒนาการสำคัญจากฝั่งตัวกลางการรับจ่ายเงิน ก็คือภาคธนาคาร แบงก์ใหญ่ประกาศฟรีค่าธรรมเนียม “จ่าย-โอน-เติม” ก็ยิ่งน่าจะทำให้การค้าขายออนไลน์คึกคักมากขึ้น และแน่นอนว่าเมื่อกิจการค้าขายดีขึ้น ก็จะมาถึงสิ่งสำคัญ คือการดูแลเรื่อง “หลังบ้าน” ซึ่งในที่นี้ไม่ใช่เรื่องเทคโนโลยี หากแต่เป็นประเด็นสำคัญที่เกี่ยวโยงกับการจัดทำบัญชี ก็คือเรื่องของภาษี

***ทำไมแม่ค้าพ่อค้าออนไลน์  ต้องเตรียมตัวเรื่องภาษี?***

กรมสรรพากรระบุไว้ชัดเจนว่า  “ผู้ประกอบการ e-Commerce ที่ขายสินค้าหรือบริการผ่านทางอิเล็กทรอนิกส์ มีสิทธิและหน้าที่ในการเสียภาษีเช่นเดียวกับผู้ประกอบการอื่นๆ  ผู้ประกอบการที่อยู่ในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดา หรือนิติบุคคลที่จดทะเบียนในประเทศไทย มีรายได้จากการขายสินค้า หรือ ให้บริการแก่ผู้ซื้อที่อยู่ ณ ที่ใด ๆ ก็ตาม มีสิทธิและหน้าที่เช่นเดียวกับผู้ประกอบการค้าขายที่มีหน้าร้านทั่วไป ต้องนำรายได้นั้นมารวมคำนวณยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้ และมีหน้าที่จดทะเบียนเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามเงื่อนไขของกฎหมาย”

***เลี่ยงภาษี คิดได้ แต่ทำยาก ไม่คุ้ม***

                    เชื่อว่าหลายคนเตรียมตัวเรื่องการจ่ายภาษีไว้ดีแล้ว แต่อีกหลายคนอาจยังไม่ได้คิดถึงเรื่องนี้ ด้วยหลายเหตุผล ทั้งในเรื่องจำนวนเงินที่คิดว่าไม่มาก คิดว่าขายของ items เล็กเลยไม่น่าถูกตรวจสอบหรือเข้าเกณฑ์เสียภาษี หรือนึกไม่ถึงว่าสักวันอาจถูกตรวจเจอ และต้องเสียค่าปรับหากเข้าข่ายการจ่ายภาษี แต่ไม่ได้จ่าย

                    ยิ่งทุกวันนี้ เป็นโลก “Big data” ทุกการจับจ่ายออนไลน์ เป็นสิ่งที่ตรวจสอบได้ ล่าสุดไทยกำลังจะมีกฏหมายที่ให้ธนาคารนำส่งข้อมูลลูกค้า ให้กรมสรรพากรเพื่อตรวจสอบเทียบกับข้อมูลการจ่ายภาษี นั่นเท่ากับว่าการเตรียมตัวบริหารเรื่องภาษีน่าจะดีกว่า เมื่อเทียบกับต้นทุนที่จะเกิดขึ้นจากการเลี่ยงภาษี ทั้งค่าปรับ และค่าบริหารจัดการต่างๆ

***ภาษีที่เกี่ยวข้อง มีอะไรบ้าง? ***

ภาษีเงินได้ที่เกี่ยวข้องกับพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ ขึ้นอยู่กับสถานะการค้าขายว่าได้ทำแบบส่วนตัวเล็กๆ ใช้เป็นชื่อตัวเอง หรือจะทำในรูปแบบบริษัท ภาษีเงินได้ที่เกี่ยวข้องจึงเป็น 2 ประเภทหลัก ได้แก่:

1) ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

ผู้ประกอบการที่เป็นบุคคลธรรมดา ได้แก่ บุคคลธรรมดา คณะบุคคล ห้างหุ้นส่วนสามัญที่มิใช่นิติบุคคล ต้องนำเงินได้จาก e-Commerce ไปรวมคำนวณกับเงินได้จากแหล่งอื่นถ้ามี เช่น เงินเดือน ดอกเบี้ย โดยยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภ.ง.ด.94 ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม ถึงเดือนกันยายนของปี และยื่นแบบแสดงรายการ ภ.ง.ด.90 ภายในเดือนมกราคม ถึงเดือนมีนาคมของปีถัดไป

2) ภาษีเงินได้นิติบุคคล

ผู้ประกอบการที่เป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย หรือนิติบุคคลต่างประเทศเข้ามาทำกิจการในประเทศไทยเสียภาษีจากำไรสุทธิ ตามเงื่อนไข ที่ระบุไว้ในมาตรา 65 ทวิ และมาตรา 65 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร หากกิจการขาดทุนสุทธิไม่ต้องเสียภาษี โดยยื่นแบบแสดงรายการ

  1. แบบแสดงรายการภาษีเงินได้ครึ่งรอบระยะเวลาบัญชี (ภ.ง.ด.51) ภายใน 2 เดือนนับจากวันสุดท้ายของทุก 6 เดือนแรกของรอบระยะเวลาบัญชี

  1. แบบแสดงรายการภาษีเงินได้ (ภ.ง.ด.50) ภายใน 150 วัน นับแต่วันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี

อัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล

    1. กิจการ SMEs มีทุนชำระแล้วไม่เกิน 5 ล้านบาท รายได้จากการขายหรือให้บริการไม่เกิน 30 ล้านบาท ไม่ได้จดแจ้งการจัดทำบัญชีและงบการเงินให้สอดคล้องกับสภาพที่แท้จริงของกิจการ

กำไรสุทธิ                                           อัตราภาษี ร้อยละ

ไม่เกิน 300,000 บาท                                    ยกเว้น

300,001-3,000,000 บาท                               15%

3,000,001 บาทขึ้นไป                                     20%

    1. กิจการ SMEs มีทุนชำระแล้วไม่เกิน 5 ล้านบาท รายได้จากการขายหรือให้บริการไม่เกิน 30 ล้านบาท ได้จดแจ้งการจัดทำบัญชีและงบการเงินให้สอดคล้องกับสภาพที่แท้จริงของกิจการ

กำไรสุทธิ                                           อัตราภาษี ร้อยละ

1 – 300,000 บาท                                        ยกเว้น

300,001 บาทขึ้นไป                                        10%

  1. บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล กรณีทั่วไป ที่ไม่ใช่กิจการ SMEs

กำไรสุทธิ                                             อัตราภาษี ร้อยละ

จำนวนกำไรสุทธิ                                              20%

อย่างไรก็ดี หากเป็นผู้ประกอบการ ไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล  และมีรายรับเกินกว่า 1,800,000 บาทต่อปี จะต้องจดทะเบียนเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม  และต้องจัดทำรายงานภาษีขาย รายงานภาษีซื้อ และยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม ภ.พ.30 ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป ไม่ว่าผู้ประกอบการจะมีรายรับหรือไม่ก็ตาม

***ไทยกำลังจะมีกฏหมายใหม่เรื่อง e commerce ซึ่งจะกระทบโดยตรงกับบรรดาพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ที่เคยนำเข้าสินค้ามาแบบไม่เสียภาษี ***

ร่าง พ.ร.บ. อี-คอมเมิร์ซ  แบ่งออกเป็น 3 ฉบับ :

1) ยกเลิกการเว้นเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือ VAT จากการส่งสินค้าเข้าประเทศผ่านทางพัสดุมูลค่าไม่เกิน 1,500 บาท   ทำให้สินค้าที่ซื้อผ่านออนไลน์และนำเข้ามายังประเทศจะต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม จากเดิมที่ราคาไม่เกิน 1,500 บาท ได้รับยกเว้น

2) กำหนดให้ผู้ประกอบการอี-คอมเมิร์ซ เสีย VAT  กรมสรรพากรได้แก้กฎหมายประมวลรัษฎากรให้อี-คอมเมิร์ซในไทยเข้ามาอยู่ในระบบภาษีมากขึ้น เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับผู้ประกอบการต่างประเทศ โดยจะให้ธนาคารพาณิชย์ สถาบันการเงินของรัฐ และผู้ให้บริการเงินอิเล็กทรอนิกส์ รายงาน  การทำธุรกรรมการเงินของลูกค้าให้กรมสรรพากรรับทราบ

3) ให้ผู้ประกอบการอี-คอมเมิร์ซเสียภาษี โดยกำหนดให้เก็บภาษีกับผู้ประกอบการนิติบุคคลซึ่งตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ ประกอบกิจการโดยการใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์  ทำให้เกิดรายได้ในประเทศไทย เช่น    Facebook, Google, YouTube และ LINE  โดยจะมีการกำหนดอัตราเพดานสูงสุดไว้หักที่จ่ายไม่เกิน 15%  และผู้จ่ายเงินเป็นผู้มีหน้าที่หักภาษีและนำส่งให้กรมสรรพากร

                    อย่าคิดเพียงว่าเรื่องของภาษีทำให้ชีวิตการค้าขายยุ่งยาก มีภาระต้นทุนเพิ่มขึ้น ทำให้ลูกค้าจ่ายเงินซื้อสินค้าแพงขึ้น แต่ควรลองคิดอีกด้านหนึ่งด้วยว่า การคิดแต่จะคอยหลบหลีกด้วยการสลับบัญชี แตกแอคเคาท์ หรืออาจต้องจ่ายค่าทนายในอนาคต จะคุ้มหรือไม่กับภาษีที่ต้องจ่ายในจำนวนที่ถูกกว่า แถมยังสบายใจกว่า และเอาเวลาไปคิดลู่ทางขยายกิจการ หาสินค้าและโปรโมชั่นใหม่ๆ มามัดใจลูกค้า น่าจะดีกว่าเยอะ!!


ขอบคุณข้อมูลจาก  :  thunkhaochannel

About nui

Check Also

โรงแรมไทยภาคตะวันออก เตรียมจัดงานศิลปะการให้บริการนักท่องเที่ยวต้น ส.ค.นี้

ศูนย์ข่าวศรีราช …

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *